อาหารฝรั่งเศส

ครัวซ็อง

Croissant plněný čokoládou.jpg

ครัวซ็อง  คือขนมอบชนิดหนึ่งที่กรอบ ชุ่มเนย และโดยทั่วไปจะมีลักษณะโค้งอันเป็นที่มาของชื่อ “croissant” ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง “จันทร์เสี้ยว” บางทีก็ถูกเรียกว่า crescent roll (โรลจันทร์เสี้ยว)

การทำครัวซ็องจะต้องใช้แป้งพายชั้น (puff pastry – พัฟเพสทรี) ที่ผสมยีสต์ นำมารีดให้เป็นแผ่น วางชั้นของเนยลงไป พับและรีดให้เป็นแผ่นซ้ำไปมา ตัดเป็นแผ่นสามเหลี่ยม นำไปม้วนจากด้านกว้างไปด้านแหลม บิดปลายให้โค้งเข้าหากัน อบโดยใช้ไฟแรงให้เนยที่แทรกอยู่เป็นชั้นดันแป้งให้ฟูก่อน จึงค่อยลดไฟลงไม่ให้ไหม้

Cornetti1.JPG

การทำครัวซ็องเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะและความอดทน ครั้งหนึ่งอาจจะใช้เวลาหลายวัน

ครัวซ็องแบบประยุกต์

นอกจากแบบดั้งเดิมแล้ว บางครั้งก็มีการห่อไส้อัลมอนด์ ช็อกโกแลต หรือแฮม ไว้ในแป้งครัวซ็อง นอกจากนี้ยังมีการนำครัวซ็องมาหั่นเป็นชิ้นบางทำเป็นอาหารหวาน และผ่ากลางใส่ไส้ต่าง ๆ เป็นแซนด์วิช

  • ครัวซ็องไส้อัลมอนด์

  • ครัวซ็องแฮมชีส

     

    ฟัวกรา

    ฟัวกรา เสิร์ฟแบบปิกนิกพร้อมขนมปัง

    ฟัวกรา  แปลเทียบเคียงว่า fat liver คือตับห่านหรือเป็ดที่ถูกเลี้ยงให้อ้วนเกิน ฟัวกราได้ชื่อว่าเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับทรัฟเฟิล มีลักษณะนุ่มมันและมีรสชาติที่แตกต่างจากตับของเป็ดหรือห่านธรรมดา

    ใน พ.ศ. 2548 ทั่วโลกมีการผลิตฟัวกราประมาณ 23,500 ตัน ในจำนวนนี้ ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตมากที่สุดคือ 18,450 ตัน หรือร้อยละ 75 ของทั้งหมด โดยร้อยละ 96 ของฟัวกราจากฝรั่งเศสมาจากตับเป็ด และร้อยละ 4 มาจากตับห่าน ประเทศฝรั่งเศสบริโภคฟัวกราใน พ.ศ. 2548 เป็นจำนวน 19,000 ตัน

    ประเทศฮังการีผลิตฟัวกรามากเป็นอันดับสอง และส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ 1,920 ตันใน พ.ศ. 2548 โดยเกือบทั้งหมดส่งออกไปที่ฝรั่งเศส

    การป้อนอาหาร ในการผลิตฟัวกรา (เรียกขั้นตอนนี้ว่า gavage)

    ฟัวกรา เทียบกับตับห่านปกติ

    องค์การสิทธิสัตว์ทุกแห่ง และองค์การความเป็นอยู่สัตว์เกือบทุกแห่ง ถือว่าขั้นตอนการผลิตฟัวกรานั้นโหดร้าย เนื่องจากการบังคับป้อนอาหาร และผลกระทบต่อสุขภาพจากตับที่ใหญ่ขึ้น

    การผลิตฟัวกรานั้นผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ (แต่การจำหน่ายฟัวกราที่ผลิตจากที่อื่นนั้นไม่จำเป็นว่าต้องผิดกฎหมาย)

     

    บาแก็ต

    ขนมปังฝรั่งเศส

    บาแก็ต  หรือ ขนมปังฝรั่งเศส เป็นขนมปังมีลักษณะรูปทรงเป็นแท่งยาวขนาดใหญ่ เปลือกนอกแข็งกรอบ เนื้อในนุ่มเหนียว และเป็นโพรงอากาศ มักนำมาหั่นเฉียงเป็นแผ่นหนา เพื่อรับประทานกับซุป ปาดเนยสด หรือประกอบทำเป็นแซนด์วิช

    แต่อดีตจะรับประทานเปล่า ๆ ไม่มีส่วนผสมใด ๆ

อาหารอินโดนีเซีย

แกงกะหรี่

แกงกะหรี่
Chicken curry.jpg
แกงกะหรี่ไก่ในอินเดีย
ข้อมูลจุดกำเนิด
ข้อมูลอาหาร
ประเภท: อาหารหลัก
อุณหภูมิการเสิร์ฟ: ร้อน
ส่วนประกอบหลัก ลูกผักชี ยี่หร่า พริกป่นอินเดีย พริกไทยป่นขมิ้น ลูกกระวานเทศ กานพลู อบเชย และเนื้อสัตว์

 

แกงกะหรี่ผักนานาชนิดในอินเดีย

แกงกะหรี่เป็นอาหารประเภทแกงที่ได้รับอิทธิพลจากแกงแบบมัสล่าหรือแกงกุรุหม่าของอินเดียใต้ ซึ่งมีน้ำมากกว่าแกงกุรุหม่าทางอินเดียเหนือ เครื่องเทศหลักที่ใช้ในแกงกะหรี่แบบอินเดีย-ปากีสถาน ได้แก่ ลูกผักชี ยี่หร่า พริกป่นอินเดีย พริกไทยป่น ขมิ้น ลูกกระวานเทศ กานพลู อบเชย นิยมโรยหน้าด้วยใบสำมาหลุย ถ้าเป็นกะหรี่ไก่เพิ่มลูกซัด แกงกะหรี่ปูเพิ่มโป๋ยกั๋ก

 

แกงมัสมั่น

แกงมัสมั่น

แกงมัสมั่น เป็นอาหารประเภทแกงที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารมลายู ชาวไทยมุสลิมเรียกแกงชนิดนี้ว่า ซาละหมั่น แกงมัสมั่นแบบไทยออกรสหวานในขณะที่ตำรับดั้งเดิมของชาวมุสลิมออกรสเค็มมัน

แกงมัสมั่นแบบชาวมุสลิมปักษ์ใต้ ต่างจากการปรุงแกงมัสมั่นของชาวไทยภาคกลางคือ จะไม่ทำเป็นน้ำพริกแกงมัสมั่น แต่จะผสมลูกผักชีป่น ยี่หร่าป่น พริกป่นอินเดียและพริกไทยป่นไว้เป็นผงเครื่องแกง จากนั้นจึงนำลงไปผัดกับน้ำมันที่เจียวหัวหอมแล้ว ส่วนแกงมัสมั่นแบบมลายู-ชวา จะใส่กานพลู อบเชย ลงไปผัดกับน้ำมันและหอมแดงจนหอม แล้วจึงใส่พริกป่นอินเดีย ลูกผักชีป่น ยี่หร่าป่น พริกไทยป่นลงไปผัดให้เข้ากัน นอกจากนั้นยังใส่มะพร้าวคั่ว ผงขมิ้น ดอกไม้จีนและหน่อไม้จีนด้วย

เว็บไซต์ CNNGO ได้จัดอันดับ 50 เมนูอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกโดยการลงคะแนนเสียงทางเฟซบุ๊ก ปรากฏว่า แกงมัสมั่นได้รับเลือกให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

 

สะเต๊ะ

สะเต๊ะเนื้อวัว

สะเต๊ะไก่ในมาเลเซีย

สะเต๊ะ (อังกฤษ: satay , ฝรั่งเศส: saté) เป็นอาหารอย่างหนึ่งซึ่งทำจากเนื้อที่หั่นบางๆ หรือหั่นเป็นก้อน อาจจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อแพะ เนื้อปลา ฯลฯ เสียบด้วยไม้เสียบที่ทำจากไม้ไผ่ แล้วนำไปย่างบนเตาฟืนหรือเตาถ่าน เสิร์ฟพร้อมเครื่องปรุงรส ที่มีรสจัด (ซึ่งแตกต่างกันออกไปในแต่ละตำรับ) สะเต๊ะมีจุดกำเนิดมาจากเกาะชวาหรือเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็ยังได้รับความนิยมในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่นมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศไทย หรือแม้แต่เนเธอร์แลนด์ซึ่งรับเอาวัฒนธรรมไปกับอาณานิคมของตน

สะเต๊ะของอินโดนีเซียอาจได้รับอิทธิพลจากคาบับที่เป็นอาหารพื้นเมืองของอินเดียภาคเหนือ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชาวเตอร์กอีกต่อหนึ่ง ตำรับดั้งเดิมของชาวตุรกีเป็นเนื้อแพะหั่นเป็นชิ้นหมักแล้วเสียบเหล็กแหลมย่างไฟชาวเปอร์เซียและชาวอินเดียรับมาดัดแปลง อาจใช้เนื้อบดหรือเนื้อทั้งชิ้น จะเสียบหรือไม่เสียบไม้ก็ได้ เมื่อแพร่หลายมาถึงมลายู-ชวาจึงกลายเป็นสะเต๊ะอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

อาหารเวียดนาม

           อาหารเวียดนามเป็นอาหารประจำชาติของชาวเวียดนาม ซึ่งเป็นอาหารที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นของตัวเอง ชาวเวียดนามกินข้าวเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับชาติอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใช้เครื่องปรุงรสที่เป็นของหมักดองเช่นเดียวกัน เนื่องจากปูมหลังทางประวัติศาสตร์ที่เคยถูกจีนและฝรั่งเศสปกครอง จึงมีอิทธิพลของทั้งสองชาติปรากฏอยู่บ้าง นอกจากนั้นเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ทอดยาวตามแนวชายฝั่ง ทำให้อาหารเวียดนามแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน อาหารเวียดนามที่คนไทยรู้จักดีและเป็นเอกลักษณ์คือแหนมเนืองและขนมเบื้องญวน

อาหารหลัก

บั๋นจึง

ชาวเวียดนามกินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก แต่ก็รับประทานข้าวเหนียวด้วย อาหารที่ปรุงด้วยแป้ง และมีไส้ รวมถึงขนมปังฝรั่งเศส ชาวเวียดนามเรียกว่า “บั๋น” อาหารที่ปรุงด้วยข้าวเหนียวที่เป็นที่นิยมในเวียดนามได้แก่

  • บั๋นจึง ข้าวต้มไส้ถั่ว ห่อด้วยใบตองเป็นรูปสี่เหลี่ยม
  • บั๋นหย่าย ข้าวต้มไส้ถั่ว ห่อด้วยใบตองเป็นรูปทรงกลม
  • บั๋นหล่ากาย ขนมทำจากแป้งข้าวเหนียว นวดกับใบป่านจนดำ ไส้ทำจากถั่ว

ชาวเวียดนามมีอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากก๋วยเตี๋ยวของจีน เรียกว่า “เฝอ” ซึ่งได้ปรับปรุงจนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ขนมจีนในภาษาเวียดนามเรียก”บุ๋น” ซึ่งมีรูปแบบการปรุงที่หลากหลาย เช่น

  • บุ๋นบ่อเหว เป็นขนมจีนน้ำใส่เนื้อวัวหรือเนื้อหมู เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของเว้
  • บุ๋นทิดหนึง ขนมจีนหมูย่าง
  • บุ๋นบ่อ ขนมจีนหน้าเนื้อ

เอกลักษณ์

อาหารเวียดนามเป็นอาหารที่กินผักสดหลากหลายชนิดในแทบทุกเมนู และมีน้ำจิ้มที่หลากหลาย เครื่องปรุงรสส่วนใหญ่เป็นแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าจีน เช่น เครื่องปรุงรสเปรี้ยวใช้มะขาม มะนาว ไม่นิยมน้ำส้มสายชู เครื่องปรุงรสเค็ม ส่วนใหญ่เป็น น้ำปลา น้ำกะปิ รองลงไปเป็นกะปิ ปลาร้า กุ้งจ่อม ใช้ซีอิ๊วแบบจีนน้อยมาก

อาหารอังกฤษ

สโคน

สโคนกับน้ำผึ้ง

สโคน เป็นขนมปังชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวสาลี, ข้าวบาเลย์ หรือไม่ก็ข้าวโอ๊ต โดยปกติแล้วจะนำแป้งไปผสมกับผงฟูแล้วอบ สโคนนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับมัฟฟินของอเมริกัน แต่มีลักษณะเป็นก้อนหนากว่า และมักจะใส่ลูกเกดหรือผลไม้ตากแห้งอื่น ๆ ลงไปด้วย สโคนที่ทำในอเมริกา อาจจะมีการใส่ผลไม้อื่น เช่น แครนเบอร์รี่หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ด้วย สโคนนั้นมักจะเสิร์ฟในการดื่มชาเดวอนเชียร์

การออกเสียงเรียกชื่อขนมปังชนิดนี้นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในประเทศอังกฤษ ชนชั้นกลางจะออกเสียงว่า “สคอน” แต่ชนชั้นสูงจะออกเสียงว่า “สโคน”

อาหารอเมริกัน

แซนด์วิช

บทความนี้มีเนื้อหาที่สั้นมาก ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหา

แซนด์วิช

แซนด์วิช[1] (อังกฤษ: sandwich) เป็นขนมปังหั่นแบบคู่หนึ่งประกบกัน ตรงกลางมักมีหมูแฮม ชีส ไข่ดาว แตงกวาดอง ทามายองเนส มัสตาร์ด หรือแยม ถ้าเป็นแบบอเมริกันมักใช้ขนมปังทั้งแผ่น บางครั้งปิ้งด้วย ถ้าเป็นแบบอังกฤษมักเป็นชิ้นเล็ก ๆ

 

แฮมเบอร์เกอร์

แฮมเบอiNเกอร์แบบอาหารจานด่วน

แฮมเบอร์เกอร์ (อังกฤษ: hamburger) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เบอร์เกอร์ (อังกฤษ: burger) เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ถือว่าอยู่ในประเภทเดียวกับแซนวิช ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ปรุงแล้วที่มีลักษณะเป็นแผ่นสอดไส้อยู่ตรงกลาง อาทิเช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อปลาทอด หรือเป็นเนื้อสัตว์หลายประเภทผสมกัน ประกบบนล่างด้วยขนมปังแผ่นกลม มีการสอดไส้ด้วยผักชนิดต่างๆ เช่น มะเขือเทศ ผักกาดหอม หัวหอมใหญ่ และเครื่องปรุงรสอื่น เช่นมัสตาร์ด มายองเนส ซอสมะเขือเทศ เป็นต้น แฮมเบอร์เกอร์เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก

แฮมเบอร์เกอร์เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศเยอรมัน ตามรากศัพท์คำว่า ฮัมบูร์ก ซึ่งเป็นชื่อเมืองในเยอรมนี ภายหลังจึงมาแพร่หลายยังสหรัฐอเมริกาโดยผู้อพยพชาวเยอรมัน

 

โดนัท

โดนัททอด

โดนัทกลม (รูโดนัท)

โดนัท (อังกฤษ: Doughnut, Donut) เป็นขนมแป้งทอดหรืออบ ที่มีเนื้อคล้ายกับขนมเค้ก มีลักษณะกลมมีรูตรงกลางคล้ายกับห่วงยาง มีหลายรสชาติ ถ้าเป็นของไทยจะมีน้ำตาลอยู่ที่ผิวของขนม โดนัทสามารถแบ่งออกตามกรรมวิธีการผลิตได้เป็น 2 ประเภท คือ โดนัทยีสต์ และโดนัทเค้ก

กระบวนการผลิตโดนัทยีสต์นั้น จะใช้ยีสต์เป็นส่วนประกอบในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู ซึ่งแตกต่างจากโดนัทเค้ก จะใช้ผงฟูในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู ดังนั้นรสชาติ และเนื้อสัมผัสจะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากโดนัทเป็นเพียงแป้งทอดธรรมดา ไม่มีรสชาติ ผู้ผลิตจึงได้เพิ่มสิ่งต่างๆลงไป เพื่อให้โดนัทมีรสชาติที่ดีขึ้น อาทิ สอดไส้ คลุกน้ำตาล เคลือบหน้าโดนัทด้วยสีสรรต่างๆ

ปัจจุบันโดนัทเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น สามารถหาซื้อได้ตั้งแต่บนห้างสรรพสินค้าจนถึงตลาดนัด ราคาขายแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่

แซนด์วิช มีหลากหลายชนิด ที่กินกันโดยทั่วไป จะมี แซนด์วิชแฮมชีส แซนหมูหยองน้ำพริกเผา แซนด์วิชปูอัดมายองเนส แซนด์วิชไก่ แซนด์วิชไข่ คลับแซนด์วิช แซนทูน่าชีส แซนด์วิช

รูปร่างของตัวแซนด์วิชเองก็มีหลากหลาย แซนด์วิชแบบสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แบบม้วนเรียกซูชิ แซนด์วิชแบบเย็น แซนด์วิชแบบตัองปิ้งกิน ถึงจะอร่อย

อาหารอินเดีย

         อาหารอินเดีย เป็นชื่อเรียกโดยรวมของอาหารในอนุทวีปอินเดียซึ่งมีลักษณะร่วมกันคือใช้เครื่องเทศ สมุนไพรและผักหรือผลไม้มาก มีทั้งพืชผักที่ปลูกในประเทศอินเดียและจากที่อื่นๆ นิยมกินอาหารมังสวิรัติในสังคมชาวอินเดีย แต่ละครอบครัวจะเลือกสรรและพัฒนาเทคนิคการทำอาหารทำให้มีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางด้านประชากรในอินเดีย

ความเชื่อของชาวฮินดูและวัฒนธรรมมีบทบาทต่อวิวัฒนาการของอาหารอินเดีย. แต่ในภาพรวม อาหารทั่วประเทศอินเดียพัฒนามาจากปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมทั้งจากชาวมองโกลและยุโรปทำให้ได้อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  การค้าเครื่องเทศระหว่างอินเดียและยุโรปเป็นตัวเร่งหลักสำหรับการค้นพบอินเดียของชาวยุโรป ยุคอาณานิคมได้ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างอาหารยุโรปกับอาหารอินเดียเพิ่มความยืดหยุ่นทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น  อาหารอินเดียมีอิทธิพลต่ออาหารทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแคริบเบียน

 

ส่วนผสม

เครื่องเทศที่ใช้โดยทั่วไปในอาหารอินเดีย

ถั่วที่ใช้โดยทั่วไปในอาหารอินเดีย

เครื่องปรุงที่โดเด่นของอาหารอินเดีย ได้แก่ ข้าว, อัตตะ (atta) (แป้งสาลีโฮลวีท) และเมล็ดถั่วหลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ masoor (ส่วนใหญ่เป็นเม็ดถั่วเลนทิลสีแดง) channa (ถั่วเขียวเบงกอล) toor urad และถั่วเขียว เมล็ดถั่วอาจรับประทานทั้งเม็ด แบบเป็นซีก หรือทำเป็นแป้ง

แกงแบบอินเดียส่วนใหญ่ปรุงด้วยน้ำมันพืช ในภาคเหนือและตะวันตกของอินเดียนิยมน้ำมันถั่วลิสงสำหรับการทำอาหารในขณะที่ในภาคตะวันออกของอินเดียมีการใช้น้ำมันมัสตาร์ดมาก น้ำมันมะพร้าวใช้กันอย่างแพร่หลายตามแนวชายฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐเกรละ น้ำมันงานิยมทั่วไปในภาคใต้ ในปัจจุบัน น้ำมันเมล็ดทานตะวันและน้ำมันถั่วเหลืองได้รับความนิยมทั่วไปในอินเดีย เนยเทียมหรือที่เรียกว่า ghee Vanaspati เป็นที่นิยมมากขึ้น ฆีหรือแบบดั้งเดิมกำลังใช้งานน้อยลง

เครื่องเทศที่สำคัญและใช้บ่อยในอาหารอินเดียมีพริกขี้หนู เมล็ดมัสตาร์ดสีดำ (rai) ยี่หร่า (jeera) ขมิ้นชัน (haldimanjal) เมล็ดฟีนูกรีก (methi) ขิง(adrakinji)ผักชี (dhania) และกระเทียม (lehsunpoondu) เครื่องเทศผสมที่นิยมคือการัม มะสะล่า garam masala ผงที่มักจะมีเครื่องเทศแห้งห้าอย่างหรือมากกว่าโดยเฉพาะ กระวาน อบเชย และกานพลู Goda masala เป็นเครื่องเทศผสมที่คล้ายกันเป็นที่นิยมในรัฐมหาราษฏระ ใบไม้ที่ใช้โดยทั่วไปคือใบกระวาน ใบผักชี ใบฟีนูกรีก และใบสะระแหน่ พบในอาหารอินเดียใต้ อาหารหวานนิยมปรุงรสด้วยกระวาน, หญ้าฝรั่น ลูกจันทน์เทศและกลิ่นกุหลาบ

อาหารเยอรมัน

ตามปกติแล้ว อาหารมื้อหลักของวันคือมื้อกลางวัน ส่วนอาหารมื้อเย็นจะเป็นมื้อเล็ก เช่น แซนด์วิชชิ้นเล็ก ๆ อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการทำงานที่เปลี่ยนไป ชาวเยอรมันปัจจุบันบางส่วนจึงหันมาทานอาหารมื้อเย็นเป็นมื้อหลัก

อาหารเช้า (Frühstück) ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยขนมปัง เช่น ขนมปังปิ้ง ขนมปังก้อน ทาด้วยแยมหรือน้ำผึ้ง ไข่ กาแฟ (ส่วนเด็ก ๆ จะดื่มโกโก้ร้อน) อาหารจำพวกเนื้อ เช่น แฮมหรือซาลามี ชีสชนิดต่าง ๆ เครื่องทาขนมปังหลายประเภท เช่น ตับบด รวมไปถึงซีเรียลและมูสลี

เนื้อ

เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อสัตว์ปีก เป็นเนื้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศเยอรมนี โดยเนื้อหมูเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุด ส่วนในบรรดาเนื้อสัตว์ปีก เนื้อไก่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่เนื้อเป็ด ห่าน และไก่งวง ก็มีให้เห็นเช่นกัน ส่วนเนื้อม้าถือเป็นอาหารจานพิเศษในบางเขตของประเทศเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะไม่เป็นที่นิยมนัก

ชาวเยอรมันบริโภคเนื้อในรูปของไส้กรอกมากที่สุด ไส้กรอกของประเทศเยอรมนีประเทศเดียวมีถึง 1,500 ชนิด

ปลา

คนเยอรมันส่วนน้อยรับประทานปลา ปลาเทราต์เป็นปลาน้ำจืดที่พบได้บ่อยในเมนูร้านอาหารเยอรมัน การบริโภคอาหารทะเลนั้นมีแต่ในเขตทางตอนเหนือติดชายฝั่งของประเทศเยอรมนีเท่านั้น ยกเว้นปลาแฮร์ริงดองที่พบได้ทั่วไป ปัจจุบันปลาชนิดต่าง ๆ เช่น ปลาแฮร์ริง ปลาซาร์ดีน ปลาทูนา ปลาแมกเคอเรล และปลาแซลมอน มีผู้บริโภคทั่วประเทศ อาหารทะเลประเภทอื่นไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก ยกเว้นหอยหรือกุ้งจากทะเลเหนือ ซึ่งมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับกุ้งที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ผัก

อาหารจานผักมักจะอยู่ในรูปของสตูว์หรือซุปผักหลากชนิด นอกจากนั้นผักยังสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารเครื่องเคียง ผักที่พบได้ทั่วไป เช่น แครอต ผักโขม ถั่ว และผักกาดชนิดต่าง ๆ ส่วนหัวหอมทอด ก็ถูกนำมาเป็นเครื่องเคียงของอาหารจานเนื้อหลายเมนู แม้ว่าอาหารในแถบบาวาเรียจะไม่ได้เป็นลักษณะนี้ก็ตาม ชาวเยอรมันจะไม่ถือว่ามันฝรั่งเป็นผัก ส่วนหน่อไม้ โดยเฉพาะหน่อไม้สีขาวนั้น เป็นที่ชื่นชอบของชาวเยอรมัน ทั้งที่เป็นเครื่องเคียงหรืออาหารจานหลัก ภัตตาคารบางแห่งจะไม่นำผักชนิดอื่นมาประกอบอาหารเลยยกเว้นหน่อไม้

เครื่องเคียง

เส้นหมี่ของชาวเยอรมัน จะแตกต่างจากพาสตาของชาวอิตาเลียน และมักจะมีส่วนผสมของไข่แดง โดยเฉพาะเส้นหมี่ที่พบทางตอนใต้ของประเทศที่เรียกว่า Spätzle มีส่วนผสมของไข่แดงในปริมาณมาก อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นานมานี้ พาสตาแบบอิตาเลียนมีบทบาทมากขึ้น แม้แต่การผลิต Spätzle เองก็มักจะไม่มีส่วนผสมของไข่แดงเหมือนแต่ก่อนแล้ว นอกจากเส้นหมี่แล้ว มันฝรั่งและแป้งต้ม (Klöße หรือ Knödel) ยังเป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศ มันฝรั่งเริ่มมีอิทธิพลต่อการรับประทานของชาวเยอรมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 18

เครื่องดื่ม

เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่พบได้ทั่วประเทศ ชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเบียร์พีลส์ (Pils) จากสาธารณรัฐเช็ก ในขณะที่ชาวเยอรมันทางตอนใต้ (โดยเฉพาะในรัฐบาวาเรีย) จะนิยมชนิดลาเกอร์มากกว่า

เครื่องปรุง

มัสตาร์ดเป็นเครื่องเคียงที่พบบ่อยที่สุดเวลาชาวเยอรมันทานไส้กรอก มัสตาร์ดทางตอนใต้จะมีรสชาติหวานทานคู่กับไส้กรอกที่เป็นอาหารประจำแคว้นบาวาเรีย เช่น ไส้กรอกสีขาว (Weisswurst) ชาวเยอรมันมองกระเทียมว่าเป็น “สารก่อกลิ่นเหม็น” จึงไม่ค่อยมีบทบาทมากเท่าไรกับอาหารเยอรมัน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้คนหันมาทานกระเทียมกันมากขึ้น สืบเนื่องจากอิทธิพลของอาหารฝรั่งเศสและอิตาลี

หากไม่นับมัสตาร์ดที่ทานคู่กับไส้กรอกแล้ว เราไม่ค่อยพบอาหารเยอรมันที่มีรสชาติเผ็ดร้อนสักเท่าไร สมุนไพรคู่ครัวชาวเยอรมันประกอบไปด้วย ผักชีฝรั่ง ใบไทม์ ใบลอเรล ต้นหอม แต่ที่นิยมมากที่สุดคือพริกไทย (ใช้ในปริมาณน้อย) จูนิเปอร์เบอร์รี และคาราเวย์รวมไปถึงมินต์ เซจ ออริกาโน และพริก

ขนมหวาน

ประเทศเยอรมนีมีเค้กและพายหลายชนิด ส่วนมากมีส่วนประกอบของผลไม้สด เช่น แอปเปิล พลัม สตรอเบอร์รี และเชอร์รี ชีสเค้กเป็นขนมชนิดหนึ่งที่นิยมกันมาก ส่วนขนมโดนัทแบบเยอรมันนั้น จะมีลักษณะกลมและมีแยมหรือไส้ชนิดอื่นสอดอยู่ข้างใน ที่เรารู้จักกันดีว่า แบร์ลิเนอร์ (Berliner)

ไอศกรีมและซอร์เบตก็เป็นที่ชื่นชอบเช่นกัน ร้านไอศกรีมอิตาลีที่เห็นกันกลาดเกลื่อนทุกวันนี้เริ่มบุกเยอรมนีตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1920

ขนมปัง

ว่ากันว่าประเทศเยอรมนีนั้นมีขนมปังกว่า 1000 ชนิด